Blog

26 October

เจาะลึก “เจาะน้ำคร่ำ”

Written by 

จากบทความ “เจาะน้ำคร่ำ จำเป็นหรือไม่” .. . หมอพบว่า คุณแม่หลายท่าน มี 《ข้อสงสัย + ความกังวลใจ》 ที่เกี่ยวเนื่องกับ การเจาะน้ำคร่ำ อีกหลายประการ . หมอจึง รวบรวมคำตอบไว้ในอัลบั้มนี้นะคะ . ถ้าหากคุณแม่ท่านไหน มีคำถามเพิ่มเติม สามารถ inbox เข้ามาได้เลยค่ะ หมอยินดี ^^ . #หมอนุ่น พญ.ปนัดดา บรรยงวิจัย #คนท้องก็ต้องสวย IG: dr.panatda FB: Panatda Banyongwijai

 

เจ็บแค่ไหน น่ากลัว หรือไม่

พูดถึง “เจาะน้ำคร่ำ” .. ส่วนใหญ่ มักคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากกกก (ก.ไก่หลายตัว)

  • จริงๆแล้ว การเจาะน้ำคร่ำ เป็นหัตถการที่ค่อนข้าง #ปลอดภัย
  • เข็มที่ใช้เจาะ มีขนาดเล็กพอๆกับเข็มฉีดยา แต่ยาวกว่าเท่านั้น
  • ความเจ็บ พอๆกับการฉีดยา .. เพียงแต่ตำแหน่งหน้าท้องอาจจะไม่ค่อยชิน ทำให้คุณแม่มักจะเกร็งตอนเจาะ 
  • การเกร็งหน้าท้อง จะทำให้เจ็บมากขึ้น (เล็กน้อย)
  • หมอจะใช้อัลตร้าซาวด์ ในการกำหนดตำแหน่ง และดูในขณะเจาะน้ำคร่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เข็มไปโดนตัวน้อง
  • โอกาสแท้ง 0.5% .. เป็นตัวเลขทางสถิติ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว น้อยกว่านั้นมากค่ะ

เตรียมตัวก่อน เจาะน้ำคร่ำ

เมื่อคุณแม่ตัดสินใจว่าจะ “เจาะน้ำคร่ำ” แล้ว .. มักจะกังวลว่า จะต้องทำตัวอย่างไร ในวันที่นัดเจาะน้ำคร่ำ

  • คุณแม่มารพ.ตามเวลานัด ได้เลยค่ะ
  • สามารถรับประทานอาหาร และน้ำได้ตามปกติ .. ทำใจให้สบาย คิดเหมือนว่า มาเจาะเลือดฝากครรภ์
  • เมื่อถึงเวลาเจาะ ให้ปัสสาวะก่อนเข้าห้องตรวจ(จำเป็น) 
  • ปกติ คุณมักจะอัลตร้าซาวด์ให้ดู .. พยายามผ่อนคลาย และไม่เกร็งหน้าท้องนะคะ
  • เจาะเสร็จแล้ว แป๊ปเดียวเอง
  • หลังเจาะ นั่งพักประมาณ 10 นาที .. มักจะได้รับการตรวจอีกครั้ง (อาจเป็นการฟังเสียงหัวใจน้อง หรืออัลตร้าซาวด์ ก็ได้ค่ะ)

การดูแลหลังเจาะน้ำคร่ำ

หลังจากเจาะน้ำคร่ำแล้ว .. การดูแลตัวเองที่บ้าน ตามนี้เลยนะคะ

  • งดการยกของหนัก, เกร็งหน้าท้อง หรือเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ในช่วง 24 ชม.แรก (งดมีเพศสัมพันธ์ด้วยนะคะ)
  • พยายามดื่มน้ำ ชั่วโมงละ 1 แก้ว (ค่อยๆจิบ) เพื่อชดเชยน้ำที่ถูกเจาะออกไป (น้ำคร่ำจะค่อยๆเพิ่มขึ้น จนเป็นปกติ จากการที่เด็กปัสสาวะค่ะ)
  • สังเกตอาการ ที่ต้องรีบไปรพ.

> ปวดหน่วงท้องน้อย/ปวดเหมือนปวดอุจจาระ (ต่อเนื่องไม่หาย)
> มีน้ำเหมือนปัสสาวะ ไหลออกมาจากช่องคลอด (น้ำเดิน)
> มีเลือด หรือมูกปนเลือด ออกมาทางช่องคลอด

  • อาการผิดปกติ มักเกิดใน 1-2 วัน
  • หากพ้นระยะ 3 วันไปแล้ว อาการปกติดี .. สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติค่

โครโมโซม เจาะเลือด vs เจาะน้ำคร่ำ

การตรวจโครโมโซมทารกในครรภ์ ปัจจุบันตรวจได้ 2 วิธี คือ
1. การเจาะเลือด คือ การตรวจหา “เซลล์ทารก” ที่อยู่ในเลือดของแม่ — เป็นการ “ตรวจคัดกรอง” ที่มีความแม่นยำสูง

  • ไม่มีความเสี่ยงเรื่องแท้งบุตร
  • ราคา หลักหมื่น (ขึ้นกับสถานบริการ)
  • ตรวจได้ ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป
  • ผลตรวจ ไม่เกิน 2 สัปดาห์
  • ตรวจเฉพาะโครโมโซมหลัก (21/13/18/เพศ)
  • ถ้าผล ผิดปกติ >> ต้องเจาะน้ำคร่ำเพื่อวินิจฉัย

2. การเจาะน้ำคร่ำ — เป็นการ “วินิจฉัย”

  • ความเสี่ยง คือ แท้งบุตร (โอกาสแท้งน้อย)
  • ราคา เริ่มต้น หลักพัน (ขึ้นกับสถานบริการ)
  • ตรวจได้ ตอนอายุครรภ์ 17-20 สัปดาห์
  • ผลตรวจ ประมาณ 4 สัปดาห์
  • ตรวจ 46 โครโมโซม สามารถวินิจฉัยความผิดปกติได้ทุกโครโมโซม

ตรวจเลือด โครโมโซม vs ฮอร์โมน

การตรวจเลือดคัดกรอง “ดาวน์ซินโดรม” นอกจาก การตรวจหาโครโมโซมแล้ว ยังมีการตรวจอีกอย่างก็คือ ..
การเจาะเลือด 《ตรวจระดับฮอร์โมน》

  • ปกติ จะแนะนำ ในคุณแม่ที่ความเสี่ยงต่ำ (อายุไม่ถึง 35 ปี) ที่มีความกังวล
  • การเจาะตรวจต่อครั้ง ราคา หลักพัน (ขึ้นกับสถานบริการ)
  • โดยมาก ผลจะแม่นยำ เมื่อมีการเจาะเลือด 2 ครั้ง
  • ผลตรวจ จะระบุออกมาว่า “เสี่ยงต่ำ/เสี่ยงสูง”
  • ผลที่ได้ ต้องนำมาคำนวณ ร่วมกับ ความเสี่ยงจาก #อายุ อีกที
  • เมื่อผลสรุปสุดท้าย ออกมาว่า 《เสี่ยงสูง》

> แพทย์จะแนะนำให้ “เจาะน้ำคร่ำ” เพื่อการวินิจฉัย

? ในคุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ?

  • ความเสี่ยงตามอายุจะ “สูง” อยู่แล้ว
  • หากได้รับการเจาะระดับฮอร์โมน แล้วพบว่า .. ความเสี่ยงต่ำ
  • สุดท้าย มักได้รับคำแนะนำ .. ให้ตัดสินใจว่าจะ “เจาะน้ำคร่ำ” หรือไม่ อีกทีค่ะ 

เนื่องจาก ..
** การเจาะเลือด แล้วพบว่า “ความเสี่ยงต่ำ” 

> ไม่สามารถ “การันตี” ว่า เด็กปกติ นะคะ **

Trisomy 21/13/18

ทำไมต้อง Trisomy 21/13/18 

ความสำคัญของ Trisomy 13 และ 18 

  • เกิดจากการที่โครโมโซม คู่ที่ 13 หรือ18 เกินมา 
  • เด็กกลุ่มนี้จะมี ความพิการหลายอวัยวะ (เป็นทุกราย)
  • สามารถมีชีวิตในครรภ์ได้ จนครบกำหนด แต่จากความพิการ .. ทารกมักเสียชีวิตภายใน 1 ปี
  • ไม่สามารถรักษาได้
  • ความเสี่ยงสูงขึ้น ตามอายุของมารดา

ความสำคัญของ Trisomy 21 (ดาวน์ซินโดรม) 

  • เกิดจากการที่โครโมโซม คู่ที่ 21 เกินมา
  • เด็กดาวน์ มักมีความพิการร่วมด้วย แต่ไม่ทุกราย (บางรายอาจไม่มี)
  • ประเด็นที่กังวล คือ เรื่องของสติปัญญา (I.Q.)
  • สามารถมีชีวิตในครรภ์ได้ จนครบกำหนด .. กรณีที่มีความพิการร่วมด้วย สามารถรักษาได้หลังคลอด
  • เนื่องจาก เด็กดาวน์ที่มีชีวิต มีจำนวนมาก .. ทำให้ปัจจุบันนี้ มี โรงเรียน/โรงพยาบาล ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
  • ไม่สามารถรักษาให้หายได้
  • ความเสี่ยงสูงขึ้น ตามอายุของมารดา

โอกาสเกิดซ้ำ 1% Recurrent Rate 1%

กรณีที่ มีประวัติเคยตั้งครรภ์ แล้วพบว่าทารกในครรภ์เป็น Trisomy 21, 13 หรือ18 ** โอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไปจะมี ประมาณ 1% ** หมายความว่า 

อัลตร้าซาวด์ บอกได้ไม่ 100%

การอัลตร้าซาวด์ สามารถดู “ความพิการทางร่างกาย” ได้ .. แต่ #ไม่สามารถบอกความผิดปกติของสติปัญญาของทารก และ เนื่องจาก การทำอัลตร้าซาวด์ มีข้อจำกัดหลายประการ ..ในกรณีที่อัลตร้าซาวด์แล้ว ปกติ >> ไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่าเด็กจะไม่เป็นดาวน์ซินโดรม แต่ในกรณี ที่ได้รับการทำอัลตร้าซาวด์จากแพทย์เฉพาะทางด้านอัลตร้าซาวด์ทารกในครรภ์ (MFM) .. คุณแม่จะได้รับการตรวจที่ ละเอียดมาก และแพทย์สามารถบอกถึง ความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการทำอัลตร้าซาวด์ ได้ค่ะ

อายุไม่ถึง 35 ปี มีโอกาสเป็นหรือไม่

ในคุณแม่ ที่อายุไม่ถึง 35 ปี .. โอกาสที่จะมีความผิดปกติของ “โครโมโซม” จะค่อนข้างน้อย (ความเสี่ยงต่ำ) แต่หากมีความกังวลมาก .. สามารถเลือก “ตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน” เพื่อเป็นการคัดกรองเบื้องต้น ได้
หรือ อาจใช้ การทำ “อัลตร้าซาวด์ละเอียด” กับแพทย์เฉพาะทาง MFM ก็ได้เช่นกันค่ะ

Read 3648 times
Rate this item
(0 votes)

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.

DrNoon Gallery

Contact Us

Line : @drnoonpanatda

www.facebook.com/drnoonpanatda

YouTube: DrNoon Channel